เพราะเหตุใด...
ทำไมเราทุกคนจึงต้องถามหาแต่เหตุผล บ้างก็บอกว่าไม่มีเหตุผล
แต่นั้นเล่าคือสิ่งที่แฝงอยู่ในตัวของมันเอง
ก็ยังมีคำถามพ่วงต่อมาอีก ยังแครงใจว่า อะไรกันหรือ คือ เหตุผล
บางคนเที่ยวถามหา และจะไม่ลงมือทำอะไร หากไม่มีเหตุผลมาประกอบ
คำถามมักจะมากองอยู่ตรงหัว
เราเกิดมาเพื่ออะไร...เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร..เราเรียนไปทำไม...แล้วตอนนี้ฉันเขียนอะไรของฉันอยู่
อะไร...อะไร...ทำไม...ทำไม ทำไมก็ไม่รู้ นี่ก็อีกสิ่งหนึ่งที่เราเที่ยวตามหาเหตุผลของมันอีกเช่นกัน
อะไรคือสิ่งที่เราเห็นและเป็นอยู่ คำถามที่พรางพรูออกมาจากรอยหยักทั้งส่วนที่ลึกบ้าง ตื้นบ้าง
บ้างไร้สาระ บ้างมีสาระ
แต่ก็มิอาจตัดสินได้ทั้งหมด ทั้งมวลว่าเรานั่นหนาไร้สาระสักเพียงไหน
ความมีสาระหรือแก่นสาร มันมีอยู่ในตัวตนของเรา มันแฝงอยู่ส่วนใดส่วนหนึ่ง
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีกึ๋นนำมันออกมาใช้ได้ด้วยวิธีใดกัน
นั่นเป็นเพราะเราดันไปมองเห็นแต่ความมีแก่นสารของคนอื่นอยู่อย่างนั้น แท้จริงตัวเองก็มีอย่างเขา
หากเพียงแต่ไม่รู้จะเอามาใช้ได้อย่างไร ก็เลยเกิดการเลียนแบบตามคนอื่นอยู่อย่างนั้น
เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่ไม่มีบทสรุป เพราะต่างก็มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไปทั้งนั้น
เราต่างก็เติบโตมาจากคนละที่ คนละทิศ ต่างบริบททางสังคมที่รายล้อมวนเวียนให้เราได้พบปะ
สิ่งที่จะช่วยสอนตัวเราเองได้นั้น คือ ประสบการณ์ชีวิตในช่วงที่ผ่านมา ที่พ้นผ่าน ล่วงเลย ช่วงเวลาจะช่วยสอนให้ความรู้สึกนึกคิดค่อยๆเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แม้สักน้อยนิดก็ยังดีกว่าที่เราไม่ได้พัฒนาความคิดตัวเองของตัวเองเลย
....การมีความคิดเป็นของตัวเองเป็นสิ่งที่ดี ดีตรงที่ว่าเราได้เป็นตัวของตัวเอง ได้คิดในสิ่งที่คิดโดยที่ไม่มีกรอบใดๆมากำหนด ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่า ความคิดของใครถูกผิด (อีกแล้ว) ก็เพราะนั่นความคิดเรา ฝ่ายหนึ่งอาจเห็นด้วย อีกฝ่ายกลับไม่ชอบใจ เป็นเรื่องธรรมดาของสังคม บางคนที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้อาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้ อาจจะกำลังคิดอยู่ว่า มันคิดอย่างนี้ได้อย่างไรนะ ก็เป็นเรื่องของความคิด
เราไม่ได้ชี้นำให้ให้มาเชื่อในความคิดของเรา เมื่อไม่มีความขัดแย้งแล้วสิ่งอื่นๆ สิ่งดีๆ ใหม่ๆ จะเกิดขึ้นมาอีกได้อย่างไร มันคงน่าเบื่อนะ ถ้ามีแต่อะไรๆ ที่ไปในทิศทางเดียวกันตลอด
....ในขณะเดียวกัน การที่มองว่าความคิดของเราเป็นสิ่งที่ถูก เฟอร์เฟ็กสุดๆ มันก็ดูไม่เข้าที เพราะคนที่มีความคิดต้องสามารถอธิบายให้คนอื่นได้เข้าใจในความคิดของเราได้ ทำไม่เราถึงคิดเช่นนั้น
ความคิดของคนเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บางทีอาจขึ้นยู่กับความเข้มแข็งและความอ่อนแอของจิตใจเราด้วย
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ การมีเหตุผล และความคิด เป็นของตัวเอง มันเป็นสิ่งที่ดีกว่าการที่เราไปหยิบยืมความคิดคนอื่นมาคิด
..........เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงเกิดการแบ่งพรรค แบ่งพวก เหตุใดจึงเกิดการชุมนุม เหตุใดจึงเกิดการเข่นฆ่า อันนำมาซึ่งความสูญเสีย นั่นคงเป็นส่วนหนึ่งเพราะความเสื่อมของความคิดของคน คนที่มีความคิดแต่เอาความคิดของตนมาใช้ในทางที่ผิด เขาไม่ได้แสดงออกซึ่งความเข้มแข็งหากแต่เป็นความอ่อนแอที่สร้างขึ้นมาเป็นเกราะกำบังความโง่เขลา ที่ไร้ซึ่งตัวตนที่แท้จริง
........นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือไร.....
วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550
ถ้าเรามีกล่องอยู่ 1 ใบเราจะเก็บเอาไว้ทำอะไร
ถ้าเป็นตอนเด็กกล่องของเราคงเต็มไปด้วยความฝัน.....
โตขึ้นอยากเป็น....นู้น..นี่..นั่น อยากเป็นไปหมด
ความอยากเป็นที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
ไปเจอตำรวจก็อยากเป็นตำรวจ
ไปเจอคุณหมอก็อยากเป็นคุณหมอ ทั้งๆที่ตัวเองกลัวเข็มฉีดยาจะตายชัก
เป้าหมายในชีวิตจึงเต็มไปด้วยความคิดแบบเด็กๆ
น่ารัก น่าชัง น่าเอ็นดู จะทำอะไร จะเเต่งตัวแบบไหนก็น่ารักไปหมด
..........
พอโตขึ้นมาอีกหน่อย...ความฝันวันเก่าก่อนชักจะเลือนลาง
จะทำยังงั้นได้ยังไงก็สมองเรามันไม่มีรอยหยักลึกเหมือนคนอื่นเค้านี่นา
แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก....เดี๋ยวก็ลืม
กิน เที่ยว เล่น ดูทีวี...หรืออาจจะหนีไปทำวีรกรรมอะไรแผลงๆ
ช่วงชีวิตช่างสำเริงชำราญนักนะ
..............
เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น...เพื่อนเข้ามามีอิทธิพลในชีวิต ชอบคิดชอบทำอะไรแปลกๆไปจากที่เป็นอยู่
บางทีก็เหมือนที่จะชอบมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น....ซะงั้น เอ๊ชักจะยังไง
ความรักก็มักจะมาทักทายในช่วงนี้แหละ
แอบชอบคนนู้นที คนนี้ที แต่ในที่สุดก็แยกย้ายกันไปตามหาความฝันของตัวเอง....ต้องเจออะไรอีกมากมายนี่นา
................
เมื่อเริ่มเข้าสู่จุดพลิกผันของชีวิตหลังผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวตอ....
บางคนมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนมากขึ้น จะให้คิดเล่นๆ เหมือนอย่างเด็กคงไม่ได้แล้วหละ
....และจะแน่ใจหรอว่าเราเดินทางมาถูกแล้ว...นั่นสินะ
อาจไม่ใช่ที่สุด แต่อย่างน้อยเราก็ได้เลือกและเต็มใจกับมันแล้วนี่นา....จะยอมแพ้ง่ายๆ ได้ยังไง
ในเมื่อมันคือสิ่งที่เราเลือกที่จะทำเอง
ช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัยช่างแตกต่างจากเดิมอะไรเช่นนี้...ต้องไปพบเจอกับอะไรใหม่ ๆ ตั้งมากมาย
ไม่มีคุณครูหน้าโหดมาคอยบอกให้ส่งการบ้าน....มันก็ดีแต่วันนี้เราต้องแข่งขันกับตัวเอง.....
...ต้องทำอะไรเพื่อตัวเองให้มากที่สุด
การเดินทางออกจากบ้านมาไกล...มันก็อาจจะเจอกับความเหงาบ้าง....เจอมิตรภาพใหม่ ๆ
.....แล้วก็หนีไม่พ้นเรื่องความรักที่เริ่มเข้ามาทักทายอีกครั้ง.......ใช่ก็คือใช่....
ไม่ใช่ก็ไม่รู้สิ ถ้าตัดสินใจผิดพลาดก็อาจจะเป็นจุดพลิกให้ชีวิตเปลี่ยนไปอีกทางก็เป็นได้
นั่นเหมือนเป็นบททดอบความรัก...อีกบทหนึ่ง
แรกรักก็รักกันปานจะกลืนพอหมดช่วงโปรโมชั่น
ก็หายหน้าหายตาไป.....
...ไปไหนก็ไม่รู้
นี่แหละเป็นช่วงเวลาที่เราต้องเก็บเกี่ยวหลากร้อยเรื่องราวเอาไว้ให้มากที่สุด
อาจจะเหนื่อยบ้าง...ท้อบ้าง เฮ๊ยเราทำอะไรอยู่ว่ะเนี่ย....งานก็เยอะ เวลาพักผ่อนก็ไม่มี
........เมื่อไหร่จะจบซะทีนะ.....
ผ่านไปสี่ปี...จนมาถึงวันที่เรารู้สึกดีใจ ภูมิใจมากที่สุด
มันหายเหนื่อยนะ..แหละคุ้มค่ากับค่าเหน็ดเหนื่อยที่ผ่านมา....ที่สำคัญ
..เราจะรู้สึกปลาบปลื้มใจที่ทำให้คนสองคนที่อยู่เคียงข้างเรามาตลอดชีวิตมีความสุขมากที่สุด
เห็นรอยยิ่มแล้วมันหายเหนื่อย....
เมื่อเรียนจบสมใจอยาก...ก็เตรียมพร้อมกับการทำงานอย่างเต็มที่
เจอสังคมใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน.....เจอการแข่งขัน เจอความวุ่นวาย
รถติด..หรือกระทั่งสังคมที่มีแต่การสวมหน้ากากเข้าหากัน..กลายเป็นมนุษย์เมืองอย่างเต็มตัว
แล้วความต้องการต่างก็หลั่งใหลเข้ามาในความคิด
บ้าน...รถ..เงิน..การแต่งงาน..ครอบครัว
ต้องทำงานเหนื่อยขึ่นหนักขึ้นจากที่เป็นอยู่.....ไม่มีเวลาพักผ่อน...เครียด ต้องแบกรับภาระ
หลายๆ เรื่องไปพร้อมกัน
อะไรกันหนอ..!!
...วันเเต่ละวันค่อย ๆ ผ่านพ้นไป
จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
อาจจะเป็นวันที่สมมุติขึ้นมา เพื่อกำหนดชีวิตในแต่ละวัน ทั้งที่ความตริงแล้ว
ทุกๆ วันมันต่างก็มีความหมาย
..วันนี้อาจหงุดหงิด วันพรุ่งนี้อารมณ์ดี.....แต่วันนี้มันคือวันที่พิเศษสุด....
ของการมีชีวิตอยู๋ของเรา ไม่ใช่วันที่สมมัติขึ้น...
หากแต่คือวันที่เรามีชีวิตอยู่เพื่อตัวเราเอง
....HAPPY DAY สุขสันต์กับทุกวันที่มีชีวิตอยู่
...อะไรที่หนัก ๆ เครียด ๆ ก็เก็บมันไว้ในกล่องใบนี้นะ
คิดอะไรมาก...พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว...
ตื่นขึ้นมาแล้วเดินไปที่หน้ากระจก..ยิ้มกว้างๆ ถ้าคนในกระจกยิ้มตอบมาให้เรา..
เราจะรู้สึกอารมณ์ดี...พร้อมที่จะเดินออกไปเจอกับโลกกว้างได้อีกหนึ่งวัน
.....ถ้าวันไหนที่กล่องมันเริ่มจะเต็ม...แชร์กับกล่องใบข้างๆ บ้างก็ได้....อาจจะแบ่งมาที่กล่องใบนี้ด้วยก็ได้นะ..ยังมีที่ว่างอีกเยอะแยะ
พร้อมที่จะเก็บมันไว้ให้เป็นอย่างดี ถึงมันอาจจะดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่ก็เหอะ....แต่ก็ยินดีที่จะรับฟัง..
............Story By idin_indipendent.............
ถ้าเป็นตอนเด็กกล่องของเราคงเต็มไปด้วยความฝัน.....
โตขึ้นอยากเป็น....นู้น..นี่..นั่น อยากเป็นไปหมด
ความอยากเป็นที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
ไปเจอตำรวจก็อยากเป็นตำรวจ
ไปเจอคุณหมอก็อยากเป็นคุณหมอ ทั้งๆที่ตัวเองกลัวเข็มฉีดยาจะตายชัก
เป้าหมายในชีวิตจึงเต็มไปด้วยความคิดแบบเด็กๆ
น่ารัก น่าชัง น่าเอ็นดู จะทำอะไร จะเเต่งตัวแบบไหนก็น่ารักไปหมด
..........
พอโตขึ้นมาอีกหน่อย...ความฝันวันเก่าก่อนชักจะเลือนลาง
จะทำยังงั้นได้ยังไงก็สมองเรามันไม่มีรอยหยักลึกเหมือนคนอื่นเค้านี่นา
แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก....เดี๋ยวก็ลืม
กิน เที่ยว เล่น ดูทีวี...หรืออาจจะหนีไปทำวีรกรรมอะไรแผลงๆ
ช่วงชีวิตช่างสำเริงชำราญนักนะ
..............
เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น...เพื่อนเข้ามามีอิทธิพลในชีวิต ชอบคิดชอบทำอะไรแปลกๆไปจากที่เป็นอยู่
บางทีก็เหมือนที่จะชอบมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น....ซะงั้น เอ๊ชักจะยังไง
ความรักก็มักจะมาทักทายในช่วงนี้แหละ
แอบชอบคนนู้นที คนนี้ที แต่ในที่สุดก็แยกย้ายกันไปตามหาความฝันของตัวเอง....ต้องเจออะไรอีกมากมายนี่นา
................
เมื่อเริ่มเข้าสู่จุดพลิกผันของชีวิตหลังผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวตอ....
บางคนมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนมากขึ้น จะให้คิดเล่นๆ เหมือนอย่างเด็กคงไม่ได้แล้วหละ
....และจะแน่ใจหรอว่าเราเดินทางมาถูกแล้ว...นั่นสินะ
อาจไม่ใช่ที่สุด แต่อย่างน้อยเราก็ได้เลือกและเต็มใจกับมันแล้วนี่นา....จะยอมแพ้ง่ายๆ ได้ยังไง
ในเมื่อมันคือสิ่งที่เราเลือกที่จะทำเอง
ช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัยช่างแตกต่างจากเดิมอะไรเช่นนี้...ต้องไปพบเจอกับอะไรใหม่ ๆ ตั้งมากมาย
ไม่มีคุณครูหน้าโหดมาคอยบอกให้ส่งการบ้าน....มันก็ดีแต่วันนี้เราต้องแข่งขันกับตัวเอง.....
...ต้องทำอะไรเพื่อตัวเองให้มากที่สุด
การเดินทางออกจากบ้านมาไกล...มันก็อาจจะเจอกับความเหงาบ้าง....เจอมิตรภาพใหม่ ๆ
.....แล้วก็หนีไม่พ้นเรื่องความรักที่เริ่มเข้ามาทักทายอีกครั้ง.......ใช่ก็คือใช่....
ไม่ใช่ก็ไม่รู้สิ ถ้าตัดสินใจผิดพลาดก็อาจจะเป็นจุดพลิกให้ชีวิตเปลี่ยนไปอีกทางก็เป็นได้
นั่นเหมือนเป็นบททดอบความรัก...อีกบทหนึ่ง
แรกรักก็รักกันปานจะกลืนพอหมดช่วงโปรโมชั่น
ก็หายหน้าหายตาไป.....
...ไปไหนก็ไม่รู้
นี่แหละเป็นช่วงเวลาที่เราต้องเก็บเกี่ยวหลากร้อยเรื่องราวเอาไว้ให้มากที่สุด
อาจจะเหนื่อยบ้าง...ท้อบ้าง เฮ๊ยเราทำอะไรอยู่ว่ะเนี่ย....งานก็เยอะ เวลาพักผ่อนก็ไม่มี
........เมื่อไหร่จะจบซะทีนะ.....
ผ่านไปสี่ปี...จนมาถึงวันที่เรารู้สึกดีใจ ภูมิใจมากที่สุด
มันหายเหนื่อยนะ..แหละคุ้มค่ากับค่าเหน็ดเหนื่อยที่ผ่านมา....ที่สำคัญ
..เราจะรู้สึกปลาบปลื้มใจที่ทำให้คนสองคนที่อยู่เคียงข้างเรามาตลอดชีวิตมีความสุขมากที่สุด
เห็นรอยยิ่มแล้วมันหายเหนื่อย....
เมื่อเรียนจบสมใจอยาก...ก็เตรียมพร้อมกับการทำงานอย่างเต็มที่
เจอสังคมใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน.....เจอการแข่งขัน เจอความวุ่นวาย
รถติด..หรือกระทั่งสังคมที่มีแต่การสวมหน้ากากเข้าหากัน..กลายเป็นมนุษย์เมืองอย่างเต็มตัว
แล้วความต้องการต่างก็หลั่งใหลเข้ามาในความคิด
บ้าน...รถ..เงิน..การแต่งงาน..ครอบครัว
ต้องทำงานเหนื่อยขึ่นหนักขึ้นจากที่เป็นอยู่.....ไม่มีเวลาพักผ่อน...เครียด ต้องแบกรับภาระ
หลายๆ เรื่องไปพร้อมกัน
อะไรกันหนอ..!!
...วันเเต่ละวันค่อย ๆ ผ่านพ้นไป
จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
อาจจะเป็นวันที่สมมุติขึ้นมา เพื่อกำหนดชีวิตในแต่ละวัน ทั้งที่ความตริงแล้ว
ทุกๆ วันมันต่างก็มีความหมาย
..วันนี้อาจหงุดหงิด วันพรุ่งนี้อารมณ์ดี.....แต่วันนี้มันคือวันที่พิเศษสุด....
ของการมีชีวิตอยู๋ของเรา ไม่ใช่วันที่สมมัติขึ้น...
หากแต่คือวันที่เรามีชีวิตอยู่เพื่อตัวเราเอง
....HAPPY DAY สุขสันต์กับทุกวันที่มีชีวิตอยู่
...อะไรที่หนัก ๆ เครียด ๆ ก็เก็บมันไว้ในกล่องใบนี้นะ
คิดอะไรมาก...พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว...
ตื่นขึ้นมาแล้วเดินไปที่หน้ากระจก..ยิ้มกว้างๆ ถ้าคนในกระจกยิ้มตอบมาให้เรา..
เราจะรู้สึกอารมณ์ดี...พร้อมที่จะเดินออกไปเจอกับโลกกว้างได้อีกหนึ่งวัน
.....ถ้าวันไหนที่กล่องมันเริ่มจะเต็ม...แชร์กับกล่องใบข้างๆ บ้างก็ได้....อาจจะแบ่งมาที่กล่องใบนี้ด้วยก็ได้นะ..ยังมีที่ว่างอีกเยอะแยะ
พร้อมที่จะเก็บมันไว้ให้เป็นอย่างดี ถึงมันอาจจะดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่ก็เหอะ....แต่ก็ยินดีที่จะรับฟัง..
............Story By idin_indipendent.............
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)